Close

September 5, 2017

The Manufacturing of the Future: Making things in a changing world (1)

ปัจจุบัน ประเทศหลักๆ อย่างสหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มประเทศอย่างสหภาพยุโรป หรือแม้แต่ประเทศไทยเราเองได้มีการกล่าวขานถึง “การผลิตแห่งอนาคต” (MOF: The Manufacturing of the Future) หรือ “โรงงานแห่งอนาคต” (FOF: The Factories of the Future) กันมากขึ้นเป็นลำดับ แล้ว “การผลิตแห่งอนาคต” หรือ “โรงงานแห่งอนาคต” นี้คืออะไร มีที่มา ที่เป็น ที่ไปอย่างไร แล้วมีความสำคัญกับอุตสาหกรรมการผลิตมากน้อยแค่ไหนความแตกต่างระหว่าง The Future of the Manufacturing – the Factories กับ The Manufacturing – The Factories of the Future คือ The Future of the Manufacturing – the Factories คงเป็นแค่การพูดถึงเรื่องของต่อไปข้างหน้าการผลิต และ/หรือ โรงงานในอนาคต จะเป็นอย่างไร แต่ The Manufacturing – The Factories of the Future จะเป็นการกล่าวมากไปกว่านั้น ถึงการผลิต และ/หรือ โรงงานในอนาคต ควรเป็นอย่างไร

 

คุณจะทำงานอย่างไรในโลกแห่งอนาคต?

โรงงานแห่งอนาคต จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น บนต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ ระหว่างเครื่องจักร ระบบ คน และตัวกิจการเอง ผ่านการส่งมอบแบบ end-to-end ที่เชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่านระบบดิจิตอล

 

จากนี้ไป การผลิตแบบเดิมๆ ที่มุ่งเน้นเพียงเพื่อการทำ “ผลิตภัณฑ์ทางกายภาพ” กำลังถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นการผลิตที่มีความหมายที่กว้างและลึกไปกว่าที่เคยเป็นมา จากการเปลี่ยนแปลงในความต้องการของผู้บริโภค, ลักษณะความต้องการในการใช้และรูปแบบของตัวผลิตภัณฑ์เอง รวมไปถึงเศรษฐศาสตร์เชิงการผลิตและเศรษฐศาสตร์เชิงห่วงโซ่อุปทาน เหล่านี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในวิธีการทำธุรกิจในโลกปัจจุบันและโลกอนาคตที่กำลังจะมาถึง

 

การที่มีลูกค้าเรียกร้องความเป็นส่วนตัวและความเฉพาะเจาะจงส่วนบุคคลมากขึ้น  (Personalization and Customization) ทำให้เส้นแบ่งระหว่างผู้บริโภคและผู้สร้าง (ผู้ผลิต) เริ่มที่เข้ามาคาบเกี่ยวผสมผสานกันมากขึ้น การเชื่อมระหว่างผู้บริโภคและผู้สร้าง (ผู้ผลิต) ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับผลิตภัณฑ์ “กายภาพ” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ “อัจฉริยะภาพ” ในขณะที่ตัวผลิตภัณฑ์เองก็ได้กลายเป็นเพียงพื้นฐานของการย้ายเข้าสู่ธุรกิจการผลิตเชิงบริการมากขึ้นอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ในขณะที่เขตแดนแบ่งแยกผู้ผลิตจากผู้ขายเริ่มจางหายไป ผู้ผลิตมีความรู้สึกถึงแรงกดดันที่จะต้องมีความสามารถในการเพิ่มความเร็วในการสนองตอบความต้องการของตลาดและการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับลูกค้าปลายทางหรือผู้บริโภคที่มากขึ้น และปัจจัยจำนวนมากที่ทำให้ผู้ผลิตต้องสร้างระบบการสั่งซื้อที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการสร้างสต็อก และทำให้สินค้าคงคลังจะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นน้อยลงและน้อยลง

 

แนวโน้มเหล่านี้ จะมีผลต่อภาคการผลิตที่แตกต่างกัน ในอัตราผลกระทบและความเร็วที่แตกต่างกัน การตรวจสอบความเร็วและความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงที่มาในแต่ภาคการผลิต ทำให้ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ มากมาย รวมไปถึงขอบเขตของการควบคุมขนาดและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ และระดับภาคของการใช้ ICT (Information and Communication Technology) ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้วย

 

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้บริโภค

ปัจจุบันนี้ผู้บริโภคหรือลูกค้าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีที่เรียกดูข้อมูลของสินค้า ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ เกี่ยวกับสินค้าที่เขาต้องการ อย่างเช่น  Pinterest อันโด่งดังที่เรียกว่าเป็น “Scrapbooking Website” สำหรับการเก็บรวบรวมและแบ่งปันความคิดและจินตนาการผ่านหน้าจอออนไลน์ หรือ Etsy  (แพลตฟอร์มการขายออนไลน์สำหรับช่างฝีมือ) ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้ซื้อ/ผู้บริโภคที่กำลังมองหาและค้นพบผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นส่วนบุคคลและการปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการของตนที่สะดวกง่ายดายมากขึ้น

 

Personalization and Customization

คำว่า “Personalization” กับ “Customization” แตกต่างกันอย่างไร? “Personalization” คือ การปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับเฉพาะบุคคล (to the individual) ในขณะที่ “Customization” หมายถึง การปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้น่าสนใจเพื่อเจาะเข้าสู่ตลาดเฉพาะเจาะจง (to the niche market) ซึ่งเป็นอะไรที่มากกว่าแค่ผลิตสินค้าออกมาเสนอขาย โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีดิจิตอลอย่างอินเทอร์เน็ตได้ทำให้ความเป็นส่วนบุคคล (Personalization) และการปรับแต่ง (Customization) สามารถใช้ได้กับผู้บริโภคที่หลากหลายมากมาย หลายกลุ่มหลายระดับ และมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่กว้างขึ้น เป็นผลให้การผลิตและขายผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับตลาดเฉพาะกลายเป็นความจริงและสามารถเข้าถึงทำได้ และเพิ่มความคาดหวังของผู้บริโภคให้ได้รับสิ่งที่พวกเขาต้องการเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

 

และนี่ก็เป็นการเปิดตลาดผู้บริโภครายย่อยที่เป็นตลาดเฉพาะได้กว้างขวางมากขึ้น ได้จำนวนมากขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ขายที่มีความสามารถในการส่งมอบสินค้าหลากหลายที่เป็นที่ต้องการให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของตนได้ และเกิดการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็น “การประหยัดจากขนาดผลิต (Economies of scale)” ไปสู่ “การประหยัดโดยโอกาส (Economies of scope)”

 

The Manufacturing of the Future (หรือ The Factories of the Future)

 

จากที่กล่าวมาข้างต้น The Manufacturing of the Future (หรือ The Factories of the Future) เป็นแนวความคิดของประเทศชั้นนำอย่างสหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปต่อโรงงานในอนาคตว่า ควรจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสาเหตุที่ Megatrends ของโลก ที่เข้ามามีผลกระทบและผลักดันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในเกือบทุกภาคการผลิต Megatrends เหล่านี้ ได้แก่

• การเปลี่ยนแปลงประชากร (การเจริญเติบโตของประชากรโลก, สังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น, การขยายตัวและเพิ่มขึ้นของความเป็นเมือง)

• โลกาภิวัตน์และตลาดในอนาคต• การขาดแคลนทรัพยากร (พลังงาน, น้ำ, สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ)

• ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CO2 ที่เพิ่มขึ้น, ภาวะโลกร้อน, ระบบนิเวศที่มีความเสี่ยง)

• เทคโนโลยีแบบไดนามิกและนวัตกรรม (ICT: Information & Communication Technology  และระบบเสมือนจริง, การแพร่กระจายเทคโนโลยียุคของวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต, การเชื่มต่อถึงกันโดยทั่วถึง,  Digitalization)

• สังคมแห่งองค์ความรู้ (พื้นฐานความรู้, ช่องว่างทางเพศ, สงครามความสามารถ, ความทวีคูณของข้อมูลและข้อมูล, Big Data)

• Mass Customization (Personalized Customization)• การแบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกันทั่วโลก (การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความร่วมมือระดับโลก, อำนาจที่เพิ่มมากขึ้นของกลุ่ม NGOs, ความสำคัญของ CSR ที่เพิ่มมากขึ้น)

 

ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย ว.ณ.ส.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *