12 Sep 2017

ปี 2020 จะเป็นอย่างไร

หัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนคือ การที่เราไม่หยุดยั้งในการพัฒนาให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในยุคจากนี้ไป จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายและไม่เหมือนในทศวรรษที่ผ่านมาอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จากวิวัฒนาการทางสังคมที่เปิดกว้าง ในขณะที่โลกก็แคบลงด้วนอินเตอร์เน็ต จากโลก Social Media ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นที่เราทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อตามให้ทันกระแสโลก เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เราก็จะไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการของคนรุ่นต่อไปได้ และนั่นก็หมายความว่าเราจะหลุดไปจากวงจรของกระแสสังคมโลก กระแสการค้าโลก และต้องปิดกิจการลงในที่สุด

การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาสินค้า การพัฒนาทีมงานและองค์กร หรือการปรับแผนกลยุทธ์ในการประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับกระแสความนิยมหลักที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการที่จะต้องคำนึงถึง ควบคู่ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้การพัฒนาในวันนี้เป็นไปอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

ที่นี้ลองมาดูกันสิว่าโลกในยุคข้างหน้าสัก 5 ปีจากนี้ไป (ปี 2020) จะเป็นอย่างไร และอะไรคือกระแสความนิยมหลักที่จะเกิดขึ้น

Green Concept: กระแสของการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมจะมีมากขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการทำธุรกิจในโลกยุคหน้า และข้อสำคัญคือ การเดิมที่เป็น “การสมัครใจ” จะกลายเป็น “การที่ต้องมี” สำหรับผู้ประกอบการในยุคปี 2020 เนื่องจากกระแสความใส่ใจกับแนวคิดสีเขียวจะมีมากยิ่งขึ้น

 

Innovative technology: เป็นยุคที่เทคโนโลยีจะข้ามามีบทบาทอย่างเต็มตัวในการดำรงชีวิตของคนเรา ทำให้เกิดนวัตกรรมอย่างมากมายในโลกยุคปี 2020 เราจะได้เห็นความอัจฉริยะของสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ชีวิตจะถูกยกระดับคุณภาพและเพิ่มความสะดวกสบาย ภายใต้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของผู้คนในสังคม

 

Healthy Society / Aging Society: จากนี้ถึงปี 2020 จะเห็นว่า คนเราได้เริ่มเอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพมากขึ้น เป็นยุคของสังคมคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง มนุษย์จะหันมาดูแลชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืนยาวขึ้น รวมถึงความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ส่งผลให้อัตราการตายของประชากรโลกลดลง โลกจะเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง โดยคาดว่าผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั่วโลก

 

จะเห็นว่า ในอนาคตคนเราจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตประจำวันการดูแลรักษาสุขภาพ หรือทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีมาช่วยในการรักษามากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันอันตรายจากภัยภิบัติที่เกิดจากผลกระทบของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนักหน่วงในอดีต เทรด์เหล่านี้จะส่งผลกระทบไปยังการดำเนินธุรกิจในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต หรือภาคการบริการ

 

วิธีที่จะคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำคือ การพยายามเข้าใจปัจจุบันให้ได้ในทุกมิติทุกมุมมอง….

วิสัยทัศน์และมุมมองของ Mega Trends ที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษหน้าที่แม้ดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว แต่ก็มีหลายๆ ประเด็นได้เริ่มเปลี่ยนแปลงและเห็นผลกระทบแล้วในปัจจุบัน ที่นี้เรามาดูกันสิว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่

 

เทรนด์ที่ 1:  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (Demographic Shifts)

หลังสิ้นสุดยุค Baby Boom ในช่วงปี 1965-1970 วิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาก ส่งผลให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิม ประกอบกับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลง จากการเปลี่ยนขนาดของครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ไปสู่ครอบครัวเดี่ยว รวมถึงการแต่งงานมีครอบครัวและมีบุตร มีแนวโน้มลดลง จึงทำให้สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันสัดส่วนประชากรวัยแรงงานก็ลดลง ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ ทั้งการผลิตและการบริโภค

 

เทรนด์ที่ 2:  การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก (Shift in Global Economic Power)

ขั้วอำนาจของเศรษฐกิจโลกกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกลุ่ม G7 (สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และแคนาดา) ไปสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างกลุ่มประเทศ E7 (จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และตุรกี) ซึ่งเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกลุ่มประเทศดังกล่าวยังมีทรัพยากรสมบูรณ์และมีโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจได้อีกมาก ทั้งการค้า การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับจำนวนประชากรมหาศาลและมีระดับรายได้ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย

 

เทรนด์ที่ 3:  การเติบโตของสังคมเมือง (Accelerating Urbanisation) 

จากที่นโยบายของหลายประเทศที่มุ่งกระจายรายได้และการพัฒนาไปสู่ชนบทมากขึ้น ช่วยยกระดับและพัฒนาสังคมชนบทไปสู่การเป็นสังคมเมือง ทำให้คาดว่าในปี 2020 สัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองจะสูงถึงร้อยละกว่า 70 โดยเฉพาะในภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือ (Sub-Saharan Africa) และเอเชียที่สังคมเมืองมีแนวโน้มพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็วข้อสังเกต : ในภาพรวม “สังคมเมือง” จะพิจารณาจากจำนวนประชากร ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสิ่งอำนวยความสะดวกตัวอย่างธุรกิจที่คาดว่าจะได้ประโยชน์: ก่อสร้าง/วัสดุก่อสร้าง พลังงาน โทรคมนาคม/อินเทอร์เน็ต / อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้า / เครื่องประดับ / รถยนต์

 

เทรนด์ที่ 4:  การลดลงของทรัพยากรและการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ (Resource Scarcity and Climate Change)

การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก ได้ส่งผลให้เกิดการบริโภคทรัพยากรต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการใช้พลังงาน การบริโภคน้ำและอาหาร และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ มลภาวะที่เกิดจากการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ขยะของเหลือใช้ที่ไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิล การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ ตลอดจนยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ อาทิ ฝนแล้ง น้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงของระดับความเข้มข้นในน้ำทะเล ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคการเกษตรและการผลิตอาหารของโลก ดังนั้นทั่วโลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงในภาคธุรกิจที่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพื่อลดหรือชะลอผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

เทรนด์ที่ 5: ความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยี (Technological Breakthroughs)

การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกไปอย่างมาก ทั้งรูปแบบวิถีชีวิต การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการภายในกิจการ เทคโนโลยียังช่วยให้เกิดธุรกิจใหม่ได้ง่ายในเพียงชั่วข้ามคืนอย่าง “ธุรกิจออนไลน์”

 

ด้วยอาศัยประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก่อให้เกิดสังคมเครือข่ายออนไลน์ (Social Network) แพร่หลายดังเช่นในปัจจุบันที่ช่วยลดข้อจำกัดของระยะทาง ทำให้สามารถเกิดการค้าอย่างไร้ขอบเขต

 

ปัจจุบันประชากรโลกมีอุปกรณ์สื่อสารมากกว่า 1.84 เครื่องต่อคน เพิ่มขึ้นจาก 0.08 เครื่องต่อคนในปี 2003 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.47 และ 6.58 เครื่องต่อคนในปี 2015 และปี 2020 ตามลำดับ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่เทคโนโลยีจะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น ธุรกิจในอนาคตจึงควรให้ความสำคัญกับการไขว่คว้าโอกาสจากความสำคัญของเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงไม่พลาดที่จะติดตามทิศทางของเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการบริโภคผ่านเทคโนโลยีสื่อสารต่างๆ ที่นับวันจะเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

New Normal

ในธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ “New Normal” หมายถึง เงื่อนไขทางการเงินหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี ค.ศ.2007-2008 และผลพวงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปี ค.ศ.2008-2012 เป็นคำที่ถูกนำมาใช้ในความหลากหลายของบริบทอื่นๆ ที่จะบ่งบอกถึงบางสิ่งบางอย่างซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสิ่งผิดปกติที่ปัจจุบันและอนาคตได้กลายเป็นเรื่องปกติ

 

โลกจากนี้ไปจะเป็นดินแดนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยข้อขัดแย้ง ภาครัฐและภาคธุรกิจในหลายๆ ประเทศเริ่มหันหน้าเข้าหากันมากขึ้นเพื่อการปรับแต่งลำดับความสำคัญของความต้องการ ให้เกิดความสมดุลของการใช้อำนาจ การใช้ทรัพยากรที่เริ่มมีจำกัด และการอยู่รอดของสังคม

 

หลังจากการเติบโตทางตัวเลขเศรษฐกิจแบบสองหลักมาเป็นระยะเวลานาน จากนี้ไปเราจะได้เห็นเพียงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและรายประเทศที่มีระดับของตัวเลขเพียงหนึ่งหลักหรืออาจจะเพียง 0.xx กว่าๆ เท่านั้น

 

ยุคของการเปลี่ยนแปลง

อายุของประชากรโดยเฉลี่ยที่เท่ากับ 55+ จะเป็นสิ่งไม่ปรกติที่ปรกติที่จะเกิดขึ้นใหม่ นี่คืออายุเมื่อคนทั่วไปเริ่มต้นที่จะใช้จ่ายน้อยลงและประหยัดมากขึ้น และในโลกใหม่ที่เป็น Aging Society มนุษย์เราก็จะต้องทำเช่นนี้ ในขณะที่จะมีช่วงของประชากรวัยทำงานในอนาคตที่มีขนาดที่แคบลง จำนวนน้อยลงในการเข้ามาสร้างและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจมีช่วงที่แคบและหดตัว และในภาพรวมของเศรษฐกิจโลกก็เช่นเดียวกันในเศรษฐกิจโลกที่แม้ว่ากลุ่มประเทศ Emerging Countries คือความหวังของการค้าโลกในอนาคต แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นก็จะไม่สามารถมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไปจากการหดตัวทางเศรษฐกิจโลกจากผลกระทบเศรษฐกิจจากประเทศอย่างจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือญี่ปุ่นได้เลย ด้วยสัดส่วนการค้าและเศรษฐกิจที่มีขนาดแตกต่างกันมาก เราไม่สามารถคาดหวังว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่จะมาทดแทนสัดส่วนที่หายไปนี้ได้

• ผู้บริโภคจะมองหาความคุ้มค่าเงินและการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

• เด็กและผู้ใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ ‘ความต้องการ (Needs)’ มากกว่า ‘แค่ต้องการ(Want)’

• นักลงทุนจะมุ่งเน้นไปที่ ‘การกลับมาของเงินทุน’ มากกว่า ‘ผลตอบแทนจากทุน’

• คำว่า “ชนชั้นกลาง” เมื่อนำมาใช้ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะได้รับการยอมรับว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับระดับรายได้

• รูปแบบการค้าและการตลาดที่จะได้กลายเป็นระดับภูมิภาคมากขึ้น

• ประเทศตะวันตกจะมีการเพิ่มอายุเกษียณเกิน 65 เพื่อลดหนี้สิน เงินบำนาญที่ไม่ยั่งยืน

• การจัดเก็บภาษีจะได้รับเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาหนี้สาธารณะ

• เหตุการณ์ความไม่สงบทางสังคมจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปโดยปริยาย

 

การเปลี่ยนไปไปสู่ยุค New Normal จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความสะดวกสบายและความมั่นคงจะน้อยลง ประชากรส่วนใหญ่จะพบกับตัวเองในรูปแบบของ Aging Boomers ที่บริโภคน้อยลงและประหยัดมากขึ้น แทนที่จะคาดหวังว่ามูลค่าสินทรัพย์ของพวกเขาจะเติบโตอย่างเหลือเชื่อในทุกปี

 

เหล่านี้จะทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพุ่งความสนใจของความคิดสร้างสรรค์และทรัพยากรของตนเองไปที่ความต้องการที่แท้จริง (Needs) ของตลาดและลูกค้าเป้าหมาย

 

โลกในปี 2020 และอนาคตโลก

ธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจะเปลี่ยนวิธีเสาะหา จัดการ และบริหารแรงงานทั่วโลก ความรู้ การค้า เทคโนโลยีทุนและสินค้าจะมีการเชื่อมต่อทั่วโลกมากขึ้นกว่าที่เคย การเจริญเติบโตในตลาดเกิดใหม่จะสร้างการย้ายฐานการทำงาน จำนวนมหาศาลของแรงงานจะเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคของการทำงานข้ามชาติ และการขาดแคลนที่สำคัญในความสามารถในตลาดที่เฉพาะเจาะจงและสาขาวิชาพิเศษจะเกิดขึ้นทั่วโลก นี่คือการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นในยุค “New Normal” ซึ่งจะนำมาซึ่งเอกลักษณ์ความท้าทายแบบเฉพาะตัว

• รูปแบบใหม่ของการเคลื่อนไหวแรงงานทั่วโลกได้มีการพัฒนาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจ

• ความสามารถใหม่ สถานที่ใหม่ ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของตลาดเกิดใหม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในรูปแบบการเคลื่อนไหว

• พนักงานที่มีทักษะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในตลาดเกิดใหม่และบริษัทข้ามชาติ

• ความสามารถในท้องถิ่น การส่งมอบประสบการณ์ การเคลื่อนไหวและหนุนอาชีวะอาชีพ (หรือ ‘จัดการ’) จะกลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นในอนาคต เสมือนการเกิดขึ้นมาใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย ว.ณ.ส.

11 Sep 2017

The Manufacturing of the Future: Making things in a changing world (3)

บทบาทของ ICT ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคตที่ยังยืน: Usage of ICT in manufacturing (Smart Factory / Virtual Factory / Digital Factory) จากแท็บเล็ตและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สู่ระบบคลาวด์คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสาร (Information and Communication Technology, ICT) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจทั่วโลกและชีวิตของเรา นัยสำคัญที่สุดของ ICT คือเครื่องมือในการปูทางสำหรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

 

Smart Factory: an out-of-the-box, factory automation solution

Smart Factory: an out-of-the-box, factory automation solutionในยุคของการผลิตแบบดิจิตอล เส้นแบ่งระหว่างโลกทางกายภาพและดิจิตอลจะถูกทำลายเพื่อสร้างอนาคตใหม่สำหรับอุตสาหกรรม

 

 

Smart factory – เป็นจุดสุดยอดของการมีประสิทธิภาพที่จะไม่มีข้อบกพร่องและการหยุดทำงาน การเกิดของเสียและการอคอยอีกต่อไป ในนั้นผู้จัดการโรงงานและ CIO (Chief Industry Office) จะมีรูปแบบการทำงานร่วมกันในการผสมผสานแบบไร้เส้นแบ่งแยกของ ข้อมูลและผลิตภัณฑ์ IT และการผลิต เป็นโรงงานที่แสดงถึงจุดสูงสุดของการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตรวมที่สมบูรณ์แบบ การผสมผสานของเครื่องจักรเครื่องมือมือที่มีเทคโนโลยีสูงและคนงานที่มีทักษะสูง

 

Virtual Factory: an integrated approach to manufacturing systems modeling

โรงงานเสมือนถูกกำหนดให้เป็นรูปแบบการจำลองแบบบูรณาการของระบบย่อยที่สำคัญในโรงงานโรงงานที่จะพิจารณาโดยรวมและให้การตัดสินใจขั้นสูงความสามารถในการสนับสนุน

สถานที่ทำงานเสมือนจริงเป็นสถานที่ทำงานที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทางกายภาพจริง แต่จะอยู่ในเครือข่ายด้านเทคโนโลยีของสถานที่ทำงานหลายๆ แห่งหรือหลายๆ โรงงานที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีผ่านทางเครือข่ายส่วนตัวหรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยไม่คำนึงถึงขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ดังนั้นจึงสามารถโต้ตอบและร่วมมือกันได้ในสภาพแวดล้อมทุกรูปแบบโดยไม่ต้องคำนึงถึงหรือยึดติดกับสถานที่ทำงานจริง สถานที่ทำงานเสมือนจริงจะรวมฮาร์ดแวร์คน และกระบวนการออนไลน์ เข้าด้วยกันเสมอนเป็นหนึ่งเดียว

 

Digital Factory: manufacturing & self-organizing factory

ในวิสัยทัศน์ของ MOF หรือ Manufacturing of the Future เครือข่ายของผู้คน สิ่งของ และเครื่องจักรอุปกรณ์จะสร้างสภาพแวดล้อมการผลิตใหม่ที่สมบูรณ์

ผู้ผลิตในฐานะที่เป็นผู้ผลิตที่มองไปในอนาคต พบว่าข้อมูลที่ทันสมัยและเทคโนโลยีการสื่อสารสามารถเพิ่มการสร้างมูลค่าในการผลิต การพัฒนานี้เรียกว่า “อุตสาหกรรม 4.0.(Industry 4.0)” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บรรลุข้อได้เปรียบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยการสร้างเครือข่ายที่มีความยืดหยุ่นและกระบวนการผลิตที่มีการการจัดระเบียบตัวเองแบบไดนามิก สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็น Customization products ในอีก 15 ถึง 20 ปีข้างหน้า ที่คาดว่าจะมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่จะแก้ปัญหาการผลิตที่เรียกว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สี่ (the Fourth Industrial Revolution) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับจำนวนมหาศาลของขั้นตอนการพัฒนาในกระบวนการวิวัฒนาการ

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกที่ถูกเรียกโดยการประดิษฐ์ของรถจักรไอน้ำและเครื่องจักรกลในศตวรรษที่ 18, การปฏิวัติครั้งที่ 2 โดยการไฟฟ้าและเกี่ยวข้องกับการใช้เทคนิคการผลิตแบบ mass production ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และการปฏิวัติครั้งที่ 3 ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานอัตโนมัติในการผลิตและการจบกระบวนการ และขณะนี้การเปลี่ยนแปลงได้ย้อนกลับมาอีกครั้งในหลายภาคส่วน สืบเนื่องจากการ Digitalization of the value chain และการเข้าถึงอย่างต่อเนื่องและแพร่หลายไปยังช่วงครอบคลุมข้อมูลในรูปแบบของแบบจำลองเสมือน รูปแบบข้อมูล และรูปแบบแห่งองค์ความรู้

 

จะเห็นว่า ทั้ง Smart Factory / Virtual Factory / Digital Factory มีส่วนที่คาบเกี่ยวข้องกันและซ้อนทับกันอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องการใช้ ICT หรือ Information and communication Technology เป็นรากฐานและกระดูกสันหลัง ((Foundation and back bone) ของโรงงาน เพียงแต่จะมีบางส่วนในรายละเอียดที่อาจจะแยกออกจากกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันในทางปฏิบัติบ้างแต่ก็ไม่มากนัก ซึ่งถ้าจะมองในภาพรวมๆ อาจจะกล่าวว่าทั้ง 3 ประเภทโรงงาน เหมือนกันเกือบ 100% ก็ว่าได้ และจำเป็นจะต้องพึ่งพากันและจำเป็นที่จะต้องเพื่อการเป็น MOF หรือ FOF 

 

 

Industry 4.0 เป็นการรวม “เทคโนโลยี” และ “แนวคิดขององค์กรห่วงโซ่คุณค่า” บนพื้นฐานของหลักการของการใช้เทคโนโลยีของระบบไซเบอร์ทางกายภาพ (Cyber-physical systems) อินเทอร์เน็ต และบริการออนไลน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องอำนวยความสะดวกในการมองเห็นและการดำเนินการของ Smart factory  ภายในโครงสร้างแบบแยกส่วนของ Smart factory ใน Industry 4.0 ระบบไซเบอร์ทางกายภาพจะตรวจสอบกระบวนการทางกายภาพ สร้างสำเนาเสมือนจริงของโลกทางกายภาพ และสร้างการตัดสินใจร่วม (Decentralize decisions) ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ระบบการสื่อสาร และสร้างการให้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เครื่องจักรอุปกรณ์และมนุษย์ แบบทันที ( Real-time-communication) รวมไปถึงการสื่อสารทั้งภายในและข้ามองค์กรของผู้เข้าร่วมของห่วงโซ่คุณค่า

 

6 หลักการที่ถูกออกแบบไว้สำหรับการเป็น Industry 4.0

(1) Interoperability: ความสามารถของระบบไซเบอร์ทางกายภาพในการเชื่อมต่อและสื่อสารกันผ่านทางอินเทอร์เน็ต

(2) Virtualization: สำเนาเสมือนจริงของ Smart factory ที่ถูกสร้างขึ้นโดยการเชื่อมโยงข้อมูลเซ็นเซอร์ (จากการตรวจสอบกระบวนการทางกายภาพ) ที่มีรูปแบบโรงงานที่เสมือนจริงและแบบจำลอง

(3) Decentralization: ความสามารถของระบบไซเบอร์ทางกายภาพภายในการตัดสินใจของตัวเอง

(4) Real-Time Capability: ความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลและการให้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาทันที

(5) Service orientation: เสนอบริการ (ของระบบไซเบอร์ทางกายภาพ มนุษย์ หรือ Smart factory) ผ่านทางอินเทอร์เน็ต

(6) Modularity: การปรับความยืดหยุ่นของ Smart factory ต่อการเปลี่ยนแปลงความต้องการโดยการทดแทนหรือขยายแต่ละโมดูลหรือรูปแบบของการผลิตสินค้า

 

ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย ว.ณ.ส.

05 Sep 2017

The Manufacturing of the Future: Making things in a changing world (2)

วัตถุประสงค์หลักๆ ของการริเริ่มแนวความคิดนี้คือ การต้องการช่วยให้ผู้ผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ SMEs ทำการปรับตัวให้เข้ากับความกดดันในการแข่งขันระดับโลก โดยการเพิ่มรากฐานทางเทคโนโลยีที่ผ่านการพัฒนาและการบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างและรักษาศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน

แน่นอนเมื่อสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของการผลิตและการจัดจำหน่าย พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในความต้องการของผู้บริโภคและการเกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์แบบ “Smart Product”  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดแรงผลักดันให้ผู้ผลิตค้นหาวิธีการใหม่ของการสร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง และแต่ละการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของลูกค้า ธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ เศรษฐศาสตร์ของการผลิตและเศรษฐกิจของการก่อห่วงโซ่มูลค่าเพื่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มท้าทายมากขึ้น ความเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงในตลาดที่กำหนดและมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจประเภทที่ต้องมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะไล่ตามโอกาสในการเติบโตและปรับตัวเองให้สอดคล้องและเข้ากับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดังนั้นธุรกิจควรมององค์กรโดยรวมในรูปแบบใหม่หากต้องการที่จะทำให้ได้ผลสำเร็จมากที่สุดของโอกาสที่มีอยู่แน่นอนเมื่อสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของการผลิตและการจัดจำหน่าย พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในความต้องการของผู้บริโภคและการเกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์แบบ “Smart Product”  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดแรงผลักดันให้ผู้ผลิตค้นหาวิธีการใหม่ของการสร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง และแต่ละการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของลูกค้า ธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ เศรษฐศาสตร์ของการผลิตและเศรษฐกิจของการก่อห่วงโซ่มูลค่าเพื่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มท้าทายมากขึ้น ความเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงในตลาดที่กำหนดและมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจประเภทที่ต้องมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะไล่ตามโอกาสในการเติบโตและปรับตัวเองให้สอดคล้องและเข้ากับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดังนั้นธุรกิจควรมององค์กรโดยรวมในรูปแบบใหม่หากต้องการที่จะทำให้ได้ผลสำเร็จมากที่สุดของโอกาสที่มีอยู่

 

ลำดับความสำคัญที่ต้องดำเนินการของการเป็น MOF หรือ FOF

• การผลิตอย่างยั่งยืน/การผลิตสีเขียว: Green Energy / Green Process / Green Products

• การใช้ไอซีทีในการผลิต: Smart Factories / Virtual Factories / Digital Factories

• การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง: Flexible adaptive production / High precision and/or micro-manufacturing  / Production planning and simulation tools for open reconfigurable / High quality, zero-defect manufacturing

• การใช้วัสดุใหม่: Net-shape manufacturing for advanced structural and functional materials (3D printer) / New material functionalities through new manufacturing processes / Manufacturing strategies for renovation and repair, reuse, recover and tracking / Product design using sustainable material processing technologies

 

Characteristics of the Factory of the Future 

 

การผลิตอย่างยั่งยืน/การผลิตสีเขียว

Sustainable manufacturing / Green Production

 

อะไรความหมายของ “การผลิตที่ยั่งยืน”?”การผลิตที่ยั่งยืน” เป็นชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับวิธีการใหม่ของการทำธุรกิจและการสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นบรรทัดฐานของหลายผลิตภัณฑ์สีเขียวและกระบวนการในความต้องการที่กำลังเป็นประเด็นที่มาแรงในทั่วโลกวันนี้ ซึ่งธุรกิจทุกประเภทได้เข้ามามีส่วนร่วมในการริเริ่มและนวัตกรรมที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการมีสุขภาพดี สภาพแวดล้อมที่ถูกอนุรักษ์ เพื่อที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ลดความเสี่ยง สร้างความไว้วางใจ กระตุ้นการลงทุน ดึงดูดลูกค้า และสร้างผลกำไร

 

“การผลิตที่ยั่งยืน” คือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผลิตที่ใช้กระบวนการที่ลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ มีความปลอดภัยสำหรับพนักงานชุมชนและผู้บริโภคและเสียงทางเศรษฐกิจ การผลิตอย่างยั่งยืนเป็นการลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจหรือความเสี่ยงในการดำเนินงานการผลิตใดๆ ที่หลากหลายให้เหลือน้อยที่สุด ในขณะที่ก็ช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ มากมาย จากการปรับปรุงกระบวนการและผลิตภัณฑ์ของบริษัท

 

ผลประโยชน์ทางธุรกิจ

 

วันนี้การทำธุรกิจที่มีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดี เริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นและเป็นสิ่งจำเป็นในสายตาของนักลงทุนหน่วยงานกำกับดูแล ลูกค้าและชุมชน ความล้มเหลวทางธุรกิจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูง – ปรับบทลงโทษ และทำให้ลูกค้าเลือกที่จะไปที่อื่น ในทรงตรงข้ามธุรกิจสีเขียวสามารถช่วยให้เกิดการประหยัดเงิน ช่วยสร้างชื่อเสียง ดึงดูดการลงทุน สร้างนวัตกรรมและสร้างลูกค้าที่ซื่อสัตย์

 

การก้าวไปสู่ “ธุรกิจสีเขียว” เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของลูกค้าในเชิงบวก ได้เปรียบในการแข่งขันให้กับลูกค้าที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงภาพลักษณ์ หลีกเลี่ยงการพิจารณากฎระเบียบและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น

05 Sep 2017

The Manufacturing of the Future: Making things in a changing world (1)

ปัจจุบัน ประเทศหลักๆ อย่างสหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มประเทศอย่างสหภาพยุโรป หรือแม้แต่ประเทศไทยเราเองได้มีการกล่าวขานถึง “การผลิตแห่งอนาคต” (MOF: The Manufacturing of the Future) หรือ “โรงงานแห่งอนาคต” (FOF: The Factories of the Future) กันมากขึ้นเป็นลำดับ แล้ว “การผลิตแห่งอนาคต” หรือ “โรงงานแห่งอนาคต” นี้คืออะไร มีที่มา ที่เป็น ที่ไปอย่างไร แล้วมีความสำคัญกับอุตสาหกรรมการผลิตมากน้อยแค่ไหน

ความแตกต่างระหว่าง The Future of the Manufacturing – the Factories กับ The Manufacturing – The Factories of the Future คือ The Future of the Manufacturing – the Factories คงเป็นแค่การพูดถึงเรื่องของต่อไปข้างหน้าการผลิต และ/หรือ โรงงานในอนาคต จะเป็นอย่างไร แต่ The Manufacturing – The Factories of the Future จะเป็นการกล่าวมากไปกว่านั้น ถึงการผลิต และ/หรือ โรงงานในอนาคต ควรเป็นอย่างไร

 

คุณจะทำงานอย่างไรในโลกแห่งอนาคต?

โรงงานแห่งอนาคต จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น บนต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ ระหว่างเครื่องจักร ระบบ คน และตัวกิจการเอง ผ่านการส่งมอบแบบ end-to-end ที่เชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่านระบบดิจิตอล

 

จากนี้ไป การผลิตแบบเดิมๆ ที่มุ่งเน้นเพียงเพื่อการทำ “ผลิตภัณฑ์ทางกายภาพ” กำลังถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นการผลิตที่มีความหมายที่กว้างและลึกไปกว่าที่เคยเป็นมา จากการเปลี่ยนแปลงในความต้องการของผู้บริโภค, ลักษณะความต้องการในการใช้และรูปแบบของตัวผลิตภัณฑ์เอง รวมไปถึงเศรษฐศาสตร์เชิงการผลิตและเศรษฐศาสตร์เชิงห่วงโซ่อุปทาน เหล่านี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในวิธีการทำธุรกิจในโลกปัจจุบันและโลกอนาคตที่กำลังจะมาถึง

 

การที่มีลูกค้าเรียกร้องความเป็นส่วนตัวและความเฉพาะเจาะจงส่วนบุคคลมากขึ้น  (Personalization and Customization) ทำให้เส้นแบ่งระหว่างผู้บริโภคและผู้สร้าง (ผู้ผลิต) เริ่มที่เข้ามาคาบเกี่ยวผสมผสานกันมากขึ้น การเชื่อมระหว่างผู้บริโภคและผู้สร้าง (ผู้ผลิต) ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับผลิตภัณฑ์ “กายภาพ” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ “อัจฉริยะภาพ” ในขณะที่ตัวผลิตภัณฑ์เองก็ได้กลายเป็นเพียงพื้นฐานของการย้ายเข้าสู่ธุรกิจการผลิตเชิงบริการมากขึ้นอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ในขณะที่เขตแดนแบ่งแยกผู้ผลิตจากผู้ขายเริ่มจางหายไป ผู้ผลิตมีความรู้สึกถึงแรงกดดันที่จะต้องมีความสามารถในการเพิ่มความเร็วในการสนองตอบความต้องการของตลาดและการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับลูกค้าปลายทางหรือผู้บริโภคที่มากขึ้น และปัจจัยจำนวนมากที่ทำให้ผู้ผลิตต้องสร้างระบบการสั่งซื้อที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการสร้างสต็อก และทำให้สินค้าคงคลังจะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นน้อยลงและน้อยลง

 

แนวโน้มเหล่านี้ จะมีผลต่อภาคการผลิตที่แตกต่างกัน ในอัตราผลกระทบและความเร็วที่แตกต่างกัน การตรวจสอบความเร็วและความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงที่มาในแต่ภาคการผลิต ทำให้ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ มากมาย รวมไปถึงขอบเขตของการควบคุมขนาดและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ และระดับภาคของการใช้ ICT (Information and Communication Technology) ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้วย

 

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้บริโภค

ปัจจุบันนี้ผู้บริโภคหรือลูกค้าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีที่เรียกดูข้อมูลของสินค้า ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ เกี่ยวกับสินค้าที่เขาต้องการ อย่างเช่น  Pinterest อันโด่งดังที่เรียกว่าเป็น “Scrapbooking Website” สำหรับการเก็บรวบรวมและแบ่งปันความคิดและจินตนาการผ่านหน้าจอออนไลน์ หรือ Etsy  (แพลตฟอร์มการขายออนไลน์สำหรับช่างฝีมือ) ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้ซื้อ/ผู้บริโภคที่กำลังมองหาและค้นพบผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นส่วนบุคคลและการปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการของตนที่สะดวกง่ายดายมากขึ้น

 

Personalization and Customization

คำว่า “Personalization” กับ “Customization” แตกต่างกันอย่างไร? “Personalization” คือ การปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับเฉพาะบุคคล (to the individual) ในขณะที่ “Customization” หมายถึง การปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้น่าสนใจเพื่อเจาะเข้าสู่ตลาดเฉพาะเจาะจง (to the niche market) ซึ่งเป็นอะไรที่มากกว่าแค่ผลิตสินค้าออกมาเสนอขาย โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีดิจิตอลอย่างอินเทอร์เน็ตได้ทำให้ความเป็นส่วนบุคคล (Personalization) และการปรับแต่ง (Customization) สามารถใช้ได้กับผู้บริโภคที่หลากหลายมากมาย หลายกลุ่มหลายระดับ และมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่กว้างขึ้น เป็นผลให้การผลิตและขายผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับตลาดเฉพาะกลายเป็นความจริงและสามารถเข้าถึงทำได้ และเพิ่มความคาดหวังของผู้บริโภคให้ได้รับสิ่งที่พวกเขาต้องการเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

 

และนี่ก็เป็นการเปิดตลาดผู้บริโภครายย่อยที่เป็นตลาดเฉพาะได้กว้างขวางมากขึ้น ได้จำนวนมากขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ขายที่มีความสามารถในการส่งมอบสินค้าหลากหลายที่เป็นที่ต้องการให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของตนได้ และเกิดการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็น “การประหยัดจากขนาดผลิต (Economies of scale)” ไปสู่ “การประหยัดโดยโอกาส (Economies of scope)”

 

The Manufacturing of the Future (หรือ The Factories of the Future)

 

จากที่กล่าวมาข้างต้น The Manufacturing of the Future (หรือ The Factories of the Future) เป็นแนวความคิดของประเทศชั้นนำอย่างสหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปต่อโรงงานในอนาคตว่า ควรจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสาเหตุที่ Megatrends ของโลก ที่เข้ามามีผลกระทบและผลักดันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในเกือบทุกภาคการผลิต Megatrends เหล่านี้ ได้แก่

• การเปลี่ยนแปลงประชากร (การเจริญเติบโตของประชากรโลก, สังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น, การขยายตัวและเพิ่มขึ้นของความเป็นเมือง)

• โลกาภิวัตน์และตลาดในอนาคต• การขาดแคลนทรัพยากร (พลังงาน, น้ำ, สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ)

• ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CO2 ที่เพิ่มขึ้น, ภาวะโลกร้อน, ระบบนิเวศที่มีความเสี่ยง)

• เทคโนโลยีแบบไดนามิกและนวัตกรรม (ICT: Information & Communication Technology  และระบบเสมือนจริง, การแพร่กระจายเทคโนโลยียุคของวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต, การเชื่มต่อถึงกันโดยทั่วถึง,  Digitalization)

• สังคมแห่งองค์ความรู้ (พื้นฐานความรู้, ช่องว่างทางเพศ, สงครามความสามารถ, ความทวีคูณของข้อมูลและข้อมูล, Big Data)

• Mass Customization (Personalized Customization)• การแบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกันทั่วโลก (การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความร่วมมือระดับโลก, อำนาจที่เพิ่มมากขึ้นของกลุ่ม NGOs, ความสำคัญของ CSR ที่เพิ่มมากขึ้น)

 

ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย ว.ณ.ส.

14 Aug 2017

ผลงานการออกแบบสิ่งทอของ Phillip Stearns

Phillip Sterns นั้นต่างจากศิลปินหรือนักออกแบบสิ่งทอที่เคยถูกพูดถึงท่านอื่นๆ ตรงที่เขาไม่ใช่นักออกแบบสิ่งทอ แต่เป็น electronic artist โดยคุณ Phillip นั้นจบการศึกษาด้าน Sound Engineering และต่อด้วยปริญญาโทด้าน Music Composition & Integrated Media, California Institution of the Arts

ความน่าสนใจคืองานที่เขาผลิตนั้นจะมีที่มาที่ไปจากอุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ แต่จะถูกนำมาผลิตผ่านสื่อต่่างๆ กันไป เช่น ออกมาเป็นผลงานเพลง หรือ performance แต่หนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาคือ การออกแบบสิ่งทอ โดยใช้ภาพ ‘Glitch Art’ มาถักทอเป็นลวดลาย

 

Glitch Art นี้คือลักษณะงานศิลปะที่นำภาพ error ต่างๆที่เราเห็นเวลาใช้อุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ เช่น เวลาโปรแกรมกระตุก หรือรูปโหลดไม่ขึ้น หรือวีดีโอที่ไฟล์เสียแล้วภาพออกมาเบี้ยวบูด ซึ่งตามปกติแล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้คือภาพที่สวยงามเท่าใดนัก แต่เมื่อคุณ Phillip ได้นำลวดลายของ’ความผิดหลาด’และ’ความบังเอิญ’ เหล่านั้นมาถักทอขึ้นเป็นผืนผ้า ก็ได้ผลงานที่ดึงดูดและมีเสน่ห์อย่างประหลาดอย่างที่ความ’ตั้งใจ’ไม่สามารถทำได้ ความน่าสนใจของงานนี้รวมถึงความขัดแย้งทางความรู้สึกที่เกิดจากภาพที่มีความดิจิตอลและอยู่แต่บนหน้่าจอ มีความเรียบแบน แห้งแล้ง ห่างไกล ได้ถูกนำมา materialized ออกมาเป็นชิ้นงานสามมิติ เป็นผ้าห่มและผ้าพันคอที่สามารถเข้ามาสัมผัสตัวเราและให้ความอบอุ่นได้

 

 

 

งานของคุณ Phillip เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำไอเดียที่ไม่ได้สลับซับซ้อนทางวิธีคิด (แต่อาจต้องใช้เทคนิคซับซ้อนในเชิงการผลิตบ้าง) มาจับรวมกันโดยที่ให้คนดูคาดไม่ถึง ทำให้เกิดรูปแบบและสไตล์ใหม่ๆที่พัฒนาต่อยอดได้เรื่อยๆ เพียงแค่อาศัยความกล้าที่จะคิดอย่างแตกต่่าง และยืนหยัดที่จะทดลองจนออกมาเป็นผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ คุณ Phillip เคยให้สัมภาษณ์ว่าในครั้งแรกๆที่เขาส่งภาพไปให้ทางโรงทอผลิตนั้นได้ถูกตีกลับมาหลายรอบโดยที่ทางโรงทอเข้าใจว่าไฟล์ที่ถูกส่งให้นั้นเป็น’ไฟล์เสีย’และภาพเปิดไม่ได้ จนเขาต้องยืนยันหลายครั้งว่าไฟล์ที่ส่งให้นั้นถูกต้องแล้ว และเขาเชื่อว่าจะออกมาเป็นชิ้นงานที่สวยงามได้

ความน่าประทับใจอีกอย่างคือ แม้ผลงานของเขาเริ่มต้นจากการเป็นงานศิลปะก็จริง แต่ได้ถูกนำไปพัฒนาจนเกินเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริง http://www.glitchtextiles.com/ และผลงานของเขาก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่นแฟชั่นในแบรนด์ระดับโลกอย่าง DIOR Cruise 2015 และ DDUGOFF F/W 2014 รวมถึงการเป็น partner กับ retail ชื่อดังหลายๆเจ้าเช่น Isetan Shinjuku และ Le Bon Mar-ché Rive Gauche – Brooklyn

 

ดูงานเพิ่มเติมได้ที่ http://www.phillipstearns.com/

14 Aug 2017

นักออกแบบสิ่งทอ William Morris

บทความฉบับนี้ผู้เขียนขอเปลี่ยนบรรยากาศจากการแนะนำนักออกแบบสิ่งทอรุ่นใหม่ เป็นการพูดถึงงานของนักออกแบบสิ่งทอรุ่นคลาสสิคกันบ้าง คุณวิลเลี่ยม มอร์ริส (William Morris) เป็นศิลปิน นักออกแบบ นักเขียน ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงในยุควิคตอเรี่ยน ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของ Industrial Revolution ที่ผู้คนก็เริ่มจะใช้เครื่องจักรในการผลิดสินค้าทุกอย่าง ระบบอุตสาหกรรมเริ่มทำหน้าที่เป็นคนออกแบบสินค้าหน้าตาเหมือนๆ กัน แต่ราคาถูกมาให้คนได้ใช้ มอร์ริสเป็นหนึ่งในศิลปินที่ริเริ่มขึ้นมาลุกขึ้นสู้กับระบบนี้ในฐานะศิลปินที่เห็นว่างานศิลปะวิจิตรนั้นก็สามารถนำมารวมเข้ากับข้าวของชีวิตประจำวันได้ และงาน craft แบบ traditional ของอังกฤษไม่ควรถูกกลืนหายไปเพราะระบบอุตสาหกรรม จึงได้ริเริ่ม British Arts and Crafts movement ขึ้น

 

มอร์ริส เป็นศิลปินที่ทำลายเส้นกั้นระหว่างวิจิตรศิลป์และมัณฑนศิลป์ได้อย่างลงตัว โดยสร้างผลงานของกระจกสี งานออกแบบสิ่งทอ ม่านลายดอกแขวนประดับฝาผนัง เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงผลงานแพทเทิร์นลวดลายพรรณพฤกษาที่เป็นที่เลื่องชื่อ และเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในยุคนั้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะงานสิ่งทอที่มอร์ริสยืนหยัดที่จะทำหารทดลองถึงขั้นตอนการผลิตต่างๆด้วยตัวเอง ทั้งการทอ การย้อม และใช้สีจากธรรมชาติเท่านั้น หากดูงานของมอร์ริส ก็จะพบว่าลวดหลายเหล่านี้ แม้่จะผ่านกาลเวลามาร่วม 150 ปี ลวดลายดอกไม้เหล่านี้ก็ยังเป็นต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจให้นักออกแบบรุ่นหลังๆ วนเวียนให้เห็นอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ทั้งโซฟาลายดอก วอลเปเปอร์ไม้เลื้อย ผ้าม่าน ชุดกระดาษเขียนจดหมาย ซึ่งสามาถพบได้ทั้งตามบ้านของญาติผู้ใหญ่ ไปจนถึงร้านกาแฟน่ารักๆแถวย่านเก๋ๆ ในกรุงเทพ

 

 

  

 

 

ปัจุบันบริษัท Morris & Co. ที่ถูกก่อตั้งโดยมอร์ริสก็ยังถูกสืบทอดมาถึงรุ่นปัจจุบัน และยังผลิตเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้สิ่งทอที่ยังคงใช้ลวดลายต้นฉบับที่ถูกออกแบบเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว รวมไปถึงงานออกแบบที่ปรับให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นแต่คงความวิจิตรสไตล์มอร์ริสอยู่

ดูงานเพิ่มเติมได้ที่ https://www.william-morris.co.uk/

ผู้เขียน นวลขนิษฐ์ พรหมจรรยา

14 Aug 2017

แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ด้วยนวัตกรรมสิ่งทอ

นวัตกรรม (Innovation) มักจะโดนมองว่า เป็นสิ่งที่ออกมาจากห้องทดลอง ออกมาจากหน่วยงานภายนอก เข้ามาในบริษัทระยะสั้นๆ เสร็จโครงการแล้วก็ผ่านไป ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในบริษัท  การทำงานก็เป็นเพียงพนักงานบางกลุ่ม เช่น กลุ่มวิจัยพัฒนา กลุ่มทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ กลุ่มเฉพาะกิจของบริษัท

หากบริษัทต้องการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ในสินค้าและบริการ  ต้องผลักดันให้ พนักงานทุกคนใส่ใจ  ออกความคิดเห็นใหม่ๆ  กล้าเสนอออกความคิดเห็นใหม่ๆ ให้กับบริษัทเพื่อสร้างรากฐานของการพัฒนาไปสู่ความสามารถในการแข่งขัน  แล้วก้าวไปจากการสร้างความสามารถในการแข่งขันเป็นความสามารถในการสร้างสรรค์  เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริษัทอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันวัตกรรมคือการค้นพบวิธีการใหม่ของการสร้างมูลค่า  เพื่อการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจและยังเป็นการสร้างคุณค่าในสายตาลูกค้า ซึ่งคุณค่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่ได้ยาวนานกว่า  ตัวอย่างนวัตกรรมทางธุรกิจสิ่งทอด้านต่างๆ ได้แก่ปัจจุบันวัตกรรมคือการค้นพบวิธีการใหม่ของการสร้างมูลค่า  เพื่อการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจและยังเป็นการสร้างคุณค่าในสายตาลูกค้า ซึ่งคุณค่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่ได้ยาวนานกว่า   ตัวอย่างนวัตกรรมทางธุรกิจสิ่งทอด้านต่างๆ ได้แก่

 

ไนกี้  (NiKe) สโลแกน  “Just do it” – นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสื้อผ้ากีฬาให้เป็นสินค้าแฟชั่นไนกี้เป็นบริษัทเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์กีฬาที่มีการพัฒนานวัตกรรมมาโดยตลอด  โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน กลศาสตร์ทางชีวภาพ สรีระทางการออกกำลังกาย วิศวกรเชิงอุตสาหกรรม มาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์  ผลิตภัณฑ์ที่ประสบประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงก็คือ “การทำรองเท้ากีฬาให้เป็นรองเท้าแฟชั่น”ทำให้ได้ตลาดเป้าหมายก็ใหญ่กว่าเดิมมาก  และเมื่อต้นปี 2558 ไนกี้ได้เปิดตัวสื้อผ้าชุดกีฬาทีมคริกเก็ตอินเดีย   และชุดของทีมออสเตรเลียและอังกฤษตามในการแข่งขันฟุตบอลโลก  โดยเสื้อผ้าดังกล่าวพัฒนาโดยใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลที่ทำมาจากขวดพลาสติกเฉลี่ย 33 ขวดต่อ 1 ชุด  ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ยังคงมีความแข็งแรงของเสื้อผ้า และการรักษาความชื้นได้เป็นอย่างดี และแสดงให้เห็นความพยายามในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย 

 

ยูนิโคล่ (Uniqlo) สโลแกน  “Lifewear. Clothes for a better life” นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแฟชั่นเพื่อชีวิตที่ดีกว่ายูนิโคล่เป็นเสื้อผ้าแฟชั่นคุณภาพสูง เน้นสินค้าคุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภค จุดแข็งของยูนิโคล่คือ การใช้วัตถุดิบในการผลิตที่มีคุณภาพสูง และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่โดยใช้วัตถุดิบใหม่ๆและกระบวนการผลิตมาสร้างสรรค์ให้มีนวัตกรรมใหม่ๆในบริษัท  เช่น การผลิตผ้ายีนส์ที่มีมาตรฐานเฉพาะและกำหนดมาตรฐานการย้อมสีจากบริษัทคู่ค้า   ผลิตภัณฑ์  HEATTECH   ที่มีการพัฒนาเส้นใยร่วมกับผู้ผลิตเส้นใยสังเคราะห์ Toray Industries   ผลิตภัณฑ์ผ้าที่ให้ความอบอุ่นในสภาวะที่อากาศเย็นหรือหนาวมาก  สมบัติ easy care และกลิ่นหอมดอกไม้กลิ่นต่างๆเป็นต้น

 

เดอะ อันเดรส (The Undress) – สโลแกน “ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเคลื่อนที่ (The World’s First Fashionable and Functional Mobile Changing Room)” นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเพื่อสร้างความสะดวกให้กับคุณผู้หญิงเดอะ อันเดรส เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมโดยใช้วิธีการออกแบบและการตัดเย็บ โดยเล็งเห็นความลำบากของผู้หญิง เวลามีกิจกรรมกลางแจ้ง แล้วต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า   เป็นการแก้ปัญหาจากวิธีการเดิมๆที่เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้ากลางแจ้ง แล้วโป๊ ผ้าหลุด เกิดภาพไม่น่าดู   จนเกิดชุด เดอะ อันเดรส ในแนวคิดห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเคลื่อนที่   นวัตกรรมที่สร้างจากแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาเดิมๆเล็กๆที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องเสียเงิน เสียเวลาไปทำวิจัยตลาดหรือนวัตกรรมสูงได้ เพียงแต่คิดสร้างสรรค์ให้สินค้าและตอบสนองและแก้ปัญหาผู้บริโภคได้  ก็สามารถเข้ามาอยู่ในใจของผู้บริโภคได้  

 

จากตัวอย่างด้านบน หากจะสร้างการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆในบริษัท จำเป็นต้องเสริมสร้างสมรรถภาพ (Capability) ของบริษัท ในทุกๆหน่วยงาน  ซึ่งสมรรถภาพหลักที่ต้องมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องได้แก่ 

1. กลยุทธ์และลูกค้า (Strategy and Customers) ผู้บริหารต้องมุ่งมั่นและสนับสนุนกลยุทธ์ที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือนวัตกรรมในบริษัท ให้นโยบายในการกำหนดกลยุทธ์ปั้นนวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ว่าเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ที่ต้องมีการทำนวัตกรรมในบริษัท  และการดำเนินนโยบายด้านนวัตกรรมควรต้องเป็นที่รับรู้กันทุกคนในทุกหน่วยงานเพื่อความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง

2. กระบวนการทำงาน (Process and infrastructure)  มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆในการรวบรวมความคิดสร้างสรรค์ หรือมีการสนับสนุนให้มีการคิดนอกกรอบมาก แล้วจึงกลั่นรองออกมาเป็นความคิดที่ดีที่สุด แล้วนำมาพัฒนาต่อเนื่อง   

3. พนักงาน (People)  หลายๆ ครั้งที่นวัตกรรมเกิดจากพนักงานเล็กๆในที่ทำงานพบปัญหาจากกระบวนการผลิตหรือบริการ  แล้วมีการพูดคุยปรึกษาหารือกับฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจนเป็นผลิตภัณฑ์ดาวเด่นมาแล้ว  ดังนั้นควรส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้วยการให้ความรู้ อบรมสัมนาทักษะด้านนวัตกรรมให้กระจายอยู่ในทุกคน เพื่อให้พนักงานฉุกคิดและอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้าและบริการของบริษัท

4. เทคโนโลยี (Technology) การหาข้อมูลเทคโนโลยี สนับสนุนจากภายในและภายนอก  จากคู่ค้า  supplier  หน่วยงานรัฐและเอกชน เป็นต้น

5. การวัดผลการดำเนินงาน (Measure and performance)  การวัดผลลัพธ์จากคุณค่าและมูลค่าจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

 

ปัจจัยทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด บริษัทจึงควรประเมิน วางแผนและจัดลำดับ ความสำคัญของงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเน้นจากสมรรถนะที่เป็นจุดแข็งของบริษัทของบริษัท แล้วพยายามสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้กับจุดแข็งนั้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาวต่อไป

 

เรียบเรียงโดย ศศิมา สุขสว่าง วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน Project Management และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ http://www.sasimasuk.com/sasimathti@gmail.com

อ้างอิง• http://www.nike.com/• http://www.nikeresponsibility.com/• http://www.sportskeeda.com/cricket/indian-cricket-team-new-jersey-33-recycled-plastic-bottles• http://www.uniqlo.com/• http://www.theundress.com/

23 Jul 2017

Studio Samira Boon

Studio Samira Boon เป็นสตูดิโอออกแบบสิ่งทอและผลิตภัณฑ์ที่อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณSamira จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ Delft University of Technology และได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยทุนวิจัยของ Monbusho Research Student Scholarship และได้ออกแบบผลงานที่มีชื่อเสียงทั้งในแถบยุโรปและประเทศญี่ปุ่น ด้วยลักษณะงานที่มีความสวยงามและเรียบง่าย Samina ได้ใช้เทคนิคการพับ (Japanese folding technique) เข้ามามีส่วนสำคัญในการออกแบบของเธอ ผ่านการพัฒนาและวิจัยโดยทำให้สิ่งทอที่ผลิตขึ้นนั้นมีลักษณะเป็นโครงสร้างสามมิติที่แข็งแรง ต่างจากแนวคิดทั่วไปว่าสิ่งทอนั้นเป็นผลงานบนผืนผ้าที่แบนราบและทิ้งตัว งานเหล่านี้สามารถนำไปดัดแปลงเป็นเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านได้หลากหลายชนิด และเธอก็ได้ออกแบบ collection ผลิตภัณฑ์ให้กับแบรนด์ต่างๆมากมาย รวมถึงการจัดแสดงexhibitionในมิวเซียมที่ New York, Amsterdam, Soul และ Tokyo

ตัวอย่างงานที่นี่สนใจของ Studio Samira Boon นั้นมีอยู่หลายชิ้น เช่น งานใน collection ‘Super Folds’ ที่เธอทำวิจัยให้กับ Dutch textile museum ใน Tilburg โดยมีการเขียนอธิบายงานไว้ว่า การพับนั้นคือการรวมตัวกันของคุณสมบัติสองประการที่ขัดแย้งกัน คือ แข็งแรงและอ่อนโยน ความมั่นคงและความยืดหยุ่น Samiraได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการคำนวนรูปแบบโครงสร้างและการใช้วัสดุชนิดต่างๆเช่น กระดาษและผ้าMohair โดยสามารถสร้างวิธีการผลิตผืนผ้าที่เมื่อออกมาจากเครื่องทอแล้วมีรูปทรงของการพับโดยไม่ต้องนำมาแปลงสภาพต่อด้วยวิํธีการอย่างอื่น ออกมาเป็นชิ้นงาน intstallation ที่ทำหน้าที่เป็นฝากั้นผนังได้ไปในตัว

 

 

งานอีกชิ้นที่อยู่ใน collection การพับคืองาน Space Chair ที่เก้าอี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากการพับผ้า2ชิ้นขึ้นเป็นรูปทรงสามมิติ โดยไม่มีวัสดุอื่นๆมาเชื่อมต่อใดๆนอกจากตัวผ้าเอง โดยตัวผืนผ้าได้ผ่านการพัฒนาร่วมกับ Delft University of Technology, faculty of Aerospace Engineering ออกมาเป็นวัสดุ ‘Woven Waffle Screen’ ที่มีใส้ตรงกลาง สร้างความยืดหยุ่นแต่แข็งแรงพอจะขึ้นโครงสร้างที่รองรับน้ำหนักผู้นั่งได้

 

 

ดูงานเพิ่มเติมได้ที่ http://www.samiraboon.com

23 Jul 2017

เจาะตลาดสร้างสรรค์กับผลิตภัณฑ์เชิง ECO

เรื่อง…ปิลันธน์ ธรรมมงคล
หสน.ธนไพศาล

 

มีหลายคนมักถามผมว่า ทำไมถึงให้ความสำคัญกับตลาดเชิงสร้างสรรค์นัก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Eco-Products คำตอบมีหลายปัจจัยซึ่งผมก็ตอบไปกว้างๆ ว่า Eco- Products สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้สูง คู่แข่งในตลาดมีจำนวนไม่มาก และที่สำคัญคือความต้องการของผู้บริโภคมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทางคู่ขนานเราต้องค้นคว้าวิจัย หาข้อมูลความรู้ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตลาดนี้ จากปัจจัยดังกล่าว จะเห็นได้ว่า Eco-Products สามารถสนองความต้องการของตลาดเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเหมาะสม เพราะมีความยืดหยุ่นมีการสร้างนวัตกรรมแปลกๆ ใหม่ๆ อย่างทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา

จากการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกบวกกับกระแสความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่งผลให้การทำตลาดแบบเดิมที่ผมทำใช้ไม่ได้ผล ผมจึงหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นทางเลือกที่แตกต่างตามแบบฉบับของตัวเอง เพื่อเข้าตีตลาดใหม่

 

หากจะพูดไปแล้วการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แปลกๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องใช้ความคิด และความกล้าที่จะเรียนรู้ปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก จะเห็นได้ว่า สินค้าและบริการหลายๆ อย่างได้หายไปจากการแข่งขันในปัจจุบัน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตไม่สามารถผลิตภัณฑ์สินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

การทำธุรกิจของผมจึงต้องปรับเปลี่ยนความคิดให้รองรับแนวทางการตลาดในอนาคตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ลงไปทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 10 ปี จึงเห็นถึงความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคญี่ปุ่นที่หันมาใส่ใจในสุขภาพของตัวเองอย่างจริงจัง พวกเขาได้รับข้อมูลข่าวสาร ด้านนี้อย่างทั่วถึง และให้ความสำคัญกับการมีวิถีชีวิตแบบอยู่กับธรรมชาติ 

 

“ตลาดญี่ปุ่น” จึงเป็นตลาดที่ต้องการสินค้าคุณภาพ มีการส่งมอบตรงตามเวลา สินค้ามีความหลากหลาย แตกต่างมีรายละเอียด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

เริ่มต้นจากบริษัทผมมีโอกาสออกบูธในงานแสดงสินค้าที่ญี่ปุ่น จึงพบว่า ลูกค้าที่เข้ามาคุยธุรกิจส่วนใหญ่มักต้องการสินค้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ โดยคำถามที่ผมมักเจอบ่อยๆ คือ สีที่ใช้ย้อมเส้นใยมีความปลอดภัยหรือไม่ ใช้สีอะไร มีใบรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เส้นใยทำมาจากวัตถุดิบอะไร เป็นต้น 

 

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสนใจกับคู่ค้าแบบนี้ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปทำตลาดในต่างประเทศ เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถรู้เลยว่าลูกค้ามีความต้องการอะไร ยากง่ายแค่ไหน สิ่งที่เรามีคือพื้นฐานความรู้ประสบการณ์วิชาชีพของเรา ที่มีการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาทำมาอย่างยาวนาน ไม่รู้ว่าเขาจะโยนอะไรมาให้ เราก็สามารถใช้พื้นฐานเหล่านี้ตอบสนองความต้องการของเขา เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน

 

เมื่อต้นปีนี้ ผมก็มีโอกาสได้พูดคุยกับบริษัทญี่ปุ่น 2 บริษัท เจ้าแรกลูกค้าต้องการให้ผมพัฒนาผ้าคอตตอนที่เป็นออแกนนิคเพื่อนำไปตัดเย็บเป็นชุดชั้นในที่มีความพิเศษ เหมาะสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย หรือหญิงสาวตั้งครรภ์ ซึ่งเขาต้องการหาแหล่งผลิตวัตถุดิบแหล่งใหม่ แทนการใช้ผ้าที่ผลิตในญี่ปุ่นที่มีต้นทุนการผลิตสูง เขาเอาใจใส่เรื่องการย้อมมาก ว่าต้องใช้เคมีน้อยที่สุด ซึ่ง collection ล่าสุดของเขา เป็นชุดชั้นในย้อมด้วยครามธรรมชาติ ตอนนี้ขายดีมาก ผลิตแทบไม่ทัน

 

รายต่อมา เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องนอน เขาต้องการให้เราพัฒนาออแกนนิคคอตตอนโดยมีการผสมกับเส้นไหม เพื่อนำไปตัดเย็บเป็นเครื่องนอนในรูปแบบต่างๆ ส่งขายลูกค้าในกลุ่มสนใจในการรักษาสุขภาพอนามัยอย่างจริงใจ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะมีความกังวลเรื่องสารเคมี ซึ่งเราก็บอกเขาว่าไม่ต้องกังวล เพราะเรามีพื้นฐานองค์ความรู้เรื่อง Clean Technology ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานของเขาได้ และที่สำคัญคือเรามีพื้นฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี 

 

ทุกวันนี้ ผมคิดเสมอว่าการเข้ามาสู่ตลาด Eco- Products ถือเป็นการเปิดโลกการค้าใหม่ ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เช่น ประเทศไทยก็มีโรงงานผลิตเส้นด้ายที่เป็นออแกนนิค หรือมีใครเป็น Supplier ในเมืองไทยบ้าง แล้วกระบวนการออกหนังสือรับรองมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตภัณฑ์ Eco มีอะไรบ้าง และอื่นๆ ที่เราต้องเรียนรู้อีกมากมาย 

 

แน่นอนว่า “การเจาะตลาดใหม่” ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะเจาะจง (Niche market) ไม่ใช่เรื่องสะดวกสบาย เราจะต้องมีการเตรียมความพร้อม เปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ปรับตัวและพัฒนาตัวเองให้ทันกับเหตุการณ์ และที่สำคัญจะต้องมีการรวมรวบข้อมูลความรู้ต่างๆ ให้พร้อมใช้ในการทำงานเสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับโจทย์ใหม่ๆ ที่ลูกค้ามอบให้ เราทุกคนทำได้ ผมเชื่อว่า “ความสำเร็จ” ในตลาดนี้เป็นไปได้ 

08 Jul 2017

แนวคิดนักออกแบบสิ่งทอชาวญี่ปุ่นเจ้าของแบรนด์ NUNO

Reiko Sudo เป็นนักออกแบบสิ่งทอชาวญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของแบรนด์ NUNO ก่อตั้งมากว่า 30 ปี งานสิ่งทอของ NUNO จะเป็นการทดลองคิดค้นและผลิตสิ่งทอใหม่ๆนอกเหนือไปจากข้อจำกัดของระบบอุตสาหกรรม และมีจุดมุ่งหมายในการ “สร้างนวัตกรรมทางสุนทรียศาสตร์” โดยรวมเอาวิธีการถักทอแบบพื้นบ้านเข้ากับเทคโนโลยีสิ่งถักทอและตกแต่งสมัยใหม่

จนถึงปัจจุบันนี้ NUNO ได้คิดค้นสิ่งทอรูปแบบพิเศษมามากกว่า 2,000 ชิ้น เช่น การพับพลีทแบบออริกามิ (origami pleating) ผ้าลูกไม้เคมี (chemical lace) การเคลือบกระดาษวาชิเข้ากับผืนผ้า หรือการทักทอเทปไนลอนกับเยื่อไฟเบอร์ หรือแม้กระทั่งการนำสนิมเหล็กมาพิมพ์บนผ้าเรยอนเพื่อสร้างลวดลายที่แปลกใหม่ งานของคุณ Reiko นั้นได้รับการกล่าวขานว่าเป็นงานศิลปะที่มีความกล้าและสนุกสนานในการทดลอง รวมถึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการสิ่งทอญี่ปุ่นในยุคนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

คุณ Reiko เกิดในปี 1954 และมีความสนใจในสิ่งทอตั้งแต่สมัยเด็ก ในยามที่ช่างกิโมโนจะแวะมาที่บ้านของเธอพร้อมม้วนผ้าผืนใหญ่เพื่อให้ผู้หญิงในบ้านได้เลือกลายผ้าสวยงามเหล่านั้นมาตัดเป็นชุด ต่อมาเธอได้เริ่มศึกษาด้านการวาดภาพญี่ปุ่นโบราณ ตามด้วยการศึกษาต่อด้านสิ่งทอในระดับปริญญาตรี ปัจจุบันนอกจากจะเป็นเจ้าของ brand NUNO แล้ว คุณ Reiko ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาล และองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งเป็น Professor of Textile Design ที่ Tokyo Zokei University อีกด้วย งานสิ่งทอของเธอได้รับการยอมรับทั้งในโลกอุตสาหกรรมและในวงการศิลปะไปพร้อมๆ กัน

 

 

 

อีกแนวคิดที่น่าสนใจของคุณ Reiko คือการให้ความใส่ใจกับกระบวนการผลิตที่จะทำให้เกิดของเสียน้อยที่สุด ยกตัวอน่างเช่น ผ้า Feather Flurries ที่ผลิตจากขนนกที่เหลือมาจากร้านอาหารอินเดียและร้านอาการจีน นำมาซักและตัดเอาส่วนที่แข็งออกไป และนำมาทอร่วมกับผ้าไหมเพื่อให้เกิดเป็นสิ่งทอรูปแบบใหม่ เป็นต้น โดยเธอเคยกล่าวไว้ว่า

“ในการออกแบบนั้นจุดสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้วัสดุ ในทุกๆวันที่เราทำงานผลิตสิ่งทอ เราต้องจัดการกับวัสดุนับพันชนิดที่เราได้รับมาจากโลกใบนี้ และในการออกแบบสิ่งของต่างๆ เราก็ได้เพิ่มจำนวนของผลิตภัณฑ์แต่ในขณะเดียวกันเราก็กำลังลดจำนวนทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมๆกัน ดังนั้นงานของดิฉันในฐานะนักออกแบบสิ่งทอ หน้าที่สำคัญคือการตระหนักถึงอนาคตของสิ่งแวดล้อมในทุกครั้งที่จะเลือกใช้วัสดุใดๆก็ตาม” — Reiko Sudo

ดูงานเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nuno.com